หน้าเว็บ

กฏหมาย

กฏหมาย
 














กฎหมาย

ความหมายของกฏหมาย

ได้มีผู้ให้ความหมายของกฏหมายไว้ดังนี้





กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
พระบิดาแห่งกฏหมายไทย

"กฏหมาย คือ
คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดินต่อราษฏรทั้งหลาย เมื่อไม่ทำตาม
ธรรมดาต้องลงโทษ"

ดร.สายหยุด แสงอุทัย"กฏหมาย คือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดความประพฤติของมนุษย์
ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ"

กฏหมาย สามารถแยกได้เป็น
2 คำ
คือ คำว่า " กฏ "ซึ่งแผลงมาจากคำว่า " กด " หรือกำหนดความประพฤติของมนุษย์
ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายและถูกลงโทษ

จากคำจำกัดความของกฏหมายข้างต้น
สามารถสรุปความหมายของกฏหมายได้ว่า
หมายถึง ระเบียบ ข้อบังคับ
บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศ
ได้กำหนดมาเพื่อใช้ในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือบังคับความประพฤติของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตาม
เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม
หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฏหมาย


ลักษณะสำคัญของกฏหมาย

กฏหมายมีลักษณะสำคัญ
สรุปได้ดังนี้

1.กฏหมายมีลักษณะเป็นข้อบังคับ
ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

  • บังคับไม่ให้กระทำ เช่น ห้ามลักทรัพย์ ห้ามทำร้ายร่างกาย
    ห้ามเสพสิ่งเสพย์ติด
  • บังคับให้กระทำ เช่น
    ประชาชนชาวไทยเมื่อมีอายุ 15 ปี ต้องมีบัตรประจำตัวประชาขน
    ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษีอากร เป็นต้น

2.
กฏหมายมีลักษณะเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดมีขึ้นโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ เช่น
ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ออกกฏหมาย
ส่วนประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐสภาเป็นผู้ออกกฏหมาย
และพระราชบัญญัติ มีรัฐบาลเป็นผู้ออกพระราชกำหนด
พระราชกฤษฏีกาและกฏกระทรวง

3.
กฏหมายจะต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้กับบุคคลทุกคนในรัฐโดยไม่มีข้อยกเว้น
อย่างเสมอภาคไม่ว่าคนนั้นจะถือสัญชาติใดก็ตาม

4.
กฏหมายมีผลบังคับใช้ตลอดไป จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิก

5.
ผู้ใดฝ่าฝืนกฏหมายต้องได้รับโทษ
การปฏิบัติตามกฏหมายไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของผู้ปฏิบัติ แต่เกิดจากการถูกบังคับ
ดังนั้นเพื่อให้การบังคับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน
ได้แก่

  • ความผิดทางอาญากำหนดโทษไว้
    5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับและริบทรัพย์สิน
  • วิธีการเพื่อความปลอดภัย
    เป็นมาตรการเพื่อให้สังคมปลอดภัยจากการกระทำของผู้กระทำผิดที่ติดเป็นนิสัยไม่มีความเข็ดหลาบ
    โดยไม่ถือว่าเป็นโทษทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญากำหนดไว้ 5 ประการ คือ การกักกัน
    ห้ามเข้าเขตกำหนด เรียกประกันทัณฑ์บน คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล
    และห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง
  • กฏหมายต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์
    คือ กฏหมายที่บัญญัติออกมาต้องมาจากรัฐที่มีเอกราช
  • พนักงานของรัฐเป็นผู้บังคับให้เป็นไปตามกฏหมาย
    หมายความว่า เมื่อมีการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฏหมาย
    จะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด
    ผู้เสียหายจะแก้แค้นหรือลงโทษกันเองไม่ได้บุคคลเหล่านี้ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ
    ผู้พิพากษา เป็นต้น



ที่มาของกฏหมาย


แหล่งที่มาของกฏหมายมีอยู่มากมายหลายทาง
และมีวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
ทังนี้สามารถแบ่งแหล่งที่มาของกฏหมายได้ดังนี้


  • จารีตประเพณี
    เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
    เป็นเรื่องของการยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน
  • การออกกฏหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
    ในการปกครองระบอบราชาธิปไตย การออกกฏหมายจะเป็นพระบรมราชโองการของกษัตริย์
    ต่อมาอำนาจในการออกกฏหมายเป็นของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการออกกฏหมายโดยเฉพาะ
    ที่สำคัญคือ สถาบันรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ
    ปัจจุบันรัฐที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นแหล่งออกกฏหมายโดยตรง
  • คำสั่งและกฤษฏีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร
    เป็นกฏหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออกมาบังคับใช้
  • คำพิพากษาของศาล
    คำพิพากษาของศาลคือแหล่งที่มาของกฏหมายนั้นๆ เช่น
    กรณีที่ผู้พิพากษาเคยตัดสินคดีในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน
    เมื่อมีคดีลักษณะเช่นเดียวกันเกิดขึ้นมาอีก
    ผู้พิพากษาจะยึดเอาคำตัดสินที่แล้วมาเป็นหลัก
  • ความคิดเห็นของนักวิชาการ
    นักวิชาการกฏหมายมีส่วนช่วยให้เกิดกฏหมายใหม่ๆ ขึ้นบังคับใช้ในสังคม
    หรือนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงกฏหมายต่างๆ
    ทีไม่มีความยุติธรรมหรือไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม
    ให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น
    กฏหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
    กฏหมายเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงอายุของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก 20 ปี เป็น 18 ปี
    ฯลฯ





ประเภทของกฏหมาย

การแบ่งประเภทของกฏหมายโดยพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์หรือขอบเขตการใช้กฏหมายมาเป็นแนวทางในการแบ่งประเภท
อาจแบ่งกฏหมายได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.
กฏหมายระหว่างประเทศ

กฏหมายระหว่างประเทศ
เป็นกฏหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐในฐานะที่เท่าเทียมกัน
เป็นกฏหมายที่เกิดขึ้นจากความตกลงระหว่างรัฐ
ซึ่งถือเป็นกติกาในการจัดระเบียบสังคมโลก ตัวอย่างเช่น
กฏหมายการประกาศอาณาเขตน่านฟ้า การส่งผู้ร้ายขามแดน และสนธิสัญญาต่างๆ
เป็นต้น


2.
กฏหมายภายในประเทศ
เป็นกฏหมายที่ใช้บังคับภายในรัฐต่อบุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในรัฐ
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนของประเทศนั้นๆ หรือบุคคลต่างด้าว
กฏหมายภายในประเทศยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
กฏหมายมหาชนและกฏหมายเอกชน


  • กฏหมายมหาชน หมายถึง กฏหมายที่รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นคู่กรณีด้วยกับเอกชน
    มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดรูปแบบการปกครองรัฐ
    และควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐจำต้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
    และผลประโยชน์ของสาธารณะ โดยทั่วไปกฏหมายมหาชนแบ่งได้เป็น 5 ประเภท
    คือ

    • รัฐธรรมนูญ
      เป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ กำหนดรูปแบบและการปกครองของรัฐ การใช้อำนาจอธิปไตย
      และการกำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆ
    • กฏหมายปกครอง
      เป็นกฏหมายที่ขยายความให้ละเอียดจากรัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรของรัฐ
      เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการปฏิบัติการต่างๆ ตามกฏหมาย
      กำหนดสิทธิของประชาชนในการเกี่ยวพันกับรัฐ
    • กฏหมายอาญา
      เป็นกฏหมายที่มีบทบัญญัติครอบคลุมเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของรัฐ ชุมชน
      และประชาชนโดยส่วนรวม วัตถุประสงค์ของกฏหมายเพื่อที่จะให้ความปลอดภัย
      สร้างความเป็นระเบียบของรัฐและรักษาศีลธรรมอันดีของประชาชน
    • กฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา
      เป็นกฏหมายที่กำหนดรายละเอียดวิธีพิจารณาคดีอาญาทางศาล
    • พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
      กำหนดว่าในการพิจารณาคดีนั้น
      ศาลใดจะมีอำนาจในการพิจารณาคดีประเภทใด
  • กฏหมายเอกชน
    เป็นกฏหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล
    หรือบุคคลกับนิติบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการต่างๆ
    ที่ให้บุคคลสามารถรักษาและป้องกันสิทธิมิให้ถูกละเมิดจากบุคคลอื่น เช่น
    กฏหมายเกี่ยวกับสัญญา การสมรส มรดก กฏหมายเอกชนแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ
    ได้ดังนี้

    • กฏหมายแพ่ง
      เป็นกฏหมายที่กำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเอกชน เช่น ความมีสภาพเป็นบุคคล
      ครอบครัว มรดก นิติกรรม เป็นต้น ซึ่งถ้ามีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของกันและกันแล้ว
      ไม่กระทบคนส่วนใหญ่ ลักษณะการลงโทษจึงมีเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น
    • กฏหมายพาณิชย์
      เป็นกฏหมายที่กำหนดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลที่ประกอบการค้าและธุรกิจ เช่น
      บริษัท ห้างหุ้นส่วน การประกัน เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่
      ดังนั้นลักษณะของกฏหมายจึงต่างจากกฏหมายแพ่ง
    • กฏหมายพิจารณาความแพ่ง
      เป็นกฏหมายว่าด้วยข้อบังคับที่ใช้ในการดำเนินคดีเมื่อเกิดคดีความทางแพ่ง

    สำหรับประเทศไทย
    ได้รวมกฏหมายแพ่งและกฏหมายพาณิชย์ไว้เป็นฉบับเดียวกัน เรียกว่า
    ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์











ศักดิ์ของกฎหมาย



ศักดิ์ของกฎหมาย ( hierachy of law) คือ
ลำดับความสูงต่ำของกฎหมาย



การจัดศักดิ์ของกฎหมายมีความสำคัญต่อกระบวนวิธีการต่าง ๆ
ทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ การตีความ และการยกเลิกกฎหมาย เช่น
หากกฎหมายฉบับใดมีลำดับชั้นของกฎหมายสูงกว่า
กฎหมายฉบับอื่นที่อยู่ในลำดับต่ำกว่าจะมีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับกฎหมายสูงกว่านั้นมิได้
และอาจถูกยกเลิกไปโดยปริยาย




ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอย่างละเอียดเป็น
7 ชั้น ได้แก่







7. กฎหมายที่ตราโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น





ประเภทของกฎหมาย






การแบ่งแยกประเภทของกฎหมาย
กฎหมายแบ่งแยกตามข้อความของกฎหมายได้เป็น
3 ประเภท


(1) กฎหมายมหาชน (Public
Law)


(2) กฎหมายเอกชน (Private
Law)


(3) กฎหมายระหว่างประเทศ (International
Law)





1. กฎหมายมหาชน (Public Law) ได้แก่
กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับราษฎร
ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองราษฎร กล่าวคือในฐานะที่รัฐมีฐานะเหนือราษฎร
แบ่งแยกสาขากฎหมายมหาชนได้ ดังนี้


(1) รัฐธรรมนูญ


(2) กฎหมายปกครอง


(3) กฎหมายอาญา


(4) กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม


(5) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา


(6) กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง




(1)
รัฐธรรมนูญ
หมายถึง
กฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนั้น ๆ
ต่อกันและกัน ลักษณะทั่วไปคือ


ก. กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด
อำนาจอธิปไตย ใครเป็นเจ้าของ
(มาตรา


3 แห่ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540
บัญญัติว่า
อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา
คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
)


ข.
รัฐธรรมนูญต้องมีข้อความกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร
อำนาจตุลาการต่อกันและกัน





(2)
กฎหมายปกครอง
ได้แก่กฎหมายที่กำหนดรายละเอียดในการปกครองลดหลั่นลง


จากกฎหมายรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยอำนาจการปกครองประเทศแต่กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการปกครอง
ซึ่งในกฎหมายนี้จะกล่าวถึงการจัดระเบียบแห่งองค์การปกครอง
(เช่น จัดแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือ
เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ ความเกี่ยวพันระหว่างองค์การเหล่านี้ต่อกันและกัน

และความเกี่ยวกับระหว่างองค์การเหล่านี้กับราษฎร)
กฎหมายปกครองไม่ได้รวบรวมขึ้นในรูปของประมวลกฎหมาย กฎหมายต่าง ๆ
ที่อยู่ในสาขากฎหมายปกครองเป็นจำนวนมาก อาทิ เช่น
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม
พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องถิ่น พระราชบัญญัติจัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
พระราชบัญญัติเทศบาล พระราชบัญญัติสุขาภิบาล พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด
และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล











(3)
กฎหมายอาญา
ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความผิดและโทษ แยกพิจารณาได้ดังนี้


การบัญญัติความผิด หมายความว่า
การบัญญัติว่าการกระทำและการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดอาญา


การบัญญัติโทษ หมายความว่า
เมื่อใดบัญญัติว่าการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอย่างใดเป็นความผิดแล้ว
ก็ต้องบัญญัติโทษอาญาสำหรับความผิดนั้นไว้ด้วย





ประมวลกฎหมายอาญาแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาค 1
บทบัญญัติทั่วไป ภาค 2 ความผิด ภาค 3
ลหุโทษ ภาค 1ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้นำไปใช้ในกรณีความผิดตามกฎหมายอื่นได้ด้วย




หลักเกณฑ์สำคัญ ของประมวลกฎหมายอาญา
มีดังนี้


(1) จะไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย [1]


(2) จะไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย โทษอย่างไรก็ต้องลงอย่างนั้น
จะให้ลงโทษอย่างอื่นไม่ได้


(3) จะต้องตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด


(4) การอุดช่องว่างแห่งกฎหมาย
อุดช่องว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้


(5) จะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย
เพื่อให้จากความรับผิดไม่ได้
(มาตรา64)





หลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญา มี 3 ข้อ


1. ต้องมีการกระทำ


2. การกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด


3. ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษ หรือ
ไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิด





(4)
กฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
หมายความถึงกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลและอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลและของผู้พิพากษา
มีหลักการดังนี้


(1) หลักอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
ต้องเป็นของศาลโดยเฉพาะ


(2) หลักการจัดตั้งศาล
จัดตั้งศาลต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติ


(3) หลักการห้ามตั้งศาลพิเศษ


(4) หลักการผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งตามรัฐธรรมนูญให้หลักประกันไว้ 2 ประการ
คือ


(ก) การแต่งตั้ง ย้าย ถอดถอน
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการก่อนแล้วจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งและถอดถอนหรือโยกย้ายได้


(ข) การเลื่อนตำแหน่งการเลื่อนเงินเดือน
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการ หลักประกันทั้ง
2 ประการ
ดังกล่าวทำให้ผู้พิพากษาเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร
เพราะฝ่ายบริหารจะให้คุณหรือโทษผู้พิพากษาไม่ได้
คณะกรรมการตุลาการเป็นคนกลางไม่ขึ้นต่อฝ่ายบริหาร





(5)
กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา
ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
พุทธศักราช
2477
และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงกระบวนการที่จะนำตัวผู้กระความความผิดมารับโทษตามความผิดที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา
เริ่มตั้งแต่ ขอบเขตของเจ้าพนักงานตำรวจ อัยการ และศาลในการพิจารณาคดี
หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาคดีเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ





(6)
กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง
ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้


(1) หลักการเริ่มคดีอยู่ที่คู่ความ ไม่ว่าจะเป็นตัวฟ้องก็ดี
คำให้การก็ดี หรือคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีแพ่งก็ดี
คู่ความจะต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง


(2) การพิจารณาดำเนินไปโดยเคร่งครัดต่อแบบพิธี เช่นว่า
การยื่นเอกสารจะต้องยื่นต้นฉบับ หรือกรณีใดยื่นสำเนาเอกสารได้ เป็นต้น
เพราะการปฏิบัติไม่ถูกต้องอาจมีผลให้ศาลไม่รับฟังพยานเอกสารนั้น


(3) ไม่จำเป็นต้องถือเอาความสัตย์จริงเป็นใหญ่
เพราะคู่ความต้องระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เช่น คดีฟ้องของเรียกเงินกู้
ความจริงมิได้กู้ แต่จำเลยเห็นว่าเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย จึงยอมรับว่ากู้มาจริง
ศาลก็ต้องพิพากษาให้เป็นไปตามฟ้องของโจทก์และคำรับของจำเลย
เว้นแต่ในกรณีที่ศาลอาจยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาอ้างได้
ศาลอาจวินิจฉัยไปโดยไม่ฟังคำรับของคู่ความก็ได้





2. กฎหมายเอกชน(Private Law) ได้แก่
กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันในฐานะเท่าเทียมกัน
เช่นเรื่องสัญญาซื้อขาย ก
. ทำสัญญาซื้อขายกับ ข. . กับ ข. ต่างก็อยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน ก. จะบังคับ ข.
ให้ตกลงกับ ก. อย่างใด ๆ โดย ข.
ไม่สมัครใจไม่ได้
มีข้อที่ควรสังเกตว่าในบางกรณีรัฐก็ได้เข้ามาทำสัญญากับราษฎร
ในฐานะที่รัฐเป็นราษฎรได้
ซึ่งก็ต้องมีความสัมพันธ์เหมือนสัญญาซื้อขายระหว่างบุคคลธรรมดา
กฎหมายเอกชนที่กล่าวไว้ในที่นี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ
โดยสรุป


(1)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายแบ่งแยกออกเป็นหลายลักษณะด้วยกัน เช่น
นิติกรรมสัญญา หนี้ ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ละเมิด ตัวแทน นายหน้า เป็นต้น
ในแต่ละลักษณะได้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ไว้
ในการศึกษากฎหมายของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบทุกมหาวิทยาลัย
จะมีการศึกษาถึงเนื้อหารายละเอียดในกฎหมายนั้น ๆ แต่ละลักษณะ
แต่ในที่นี้ที่กล่าวถึงไว้ก็เพียงเพื่อให้ทราบว่า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน
เท่านั้น


(2) กฎหมายอื่น

กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนในฐานะเท่าเทียมกัน
อันมีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชนยังมีอยู่อีกมาก
อันได้แก่พระราชบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษอื่น อย่างเช่น ประมวลกฎหมายที่ดิน
ซึ่งจำกัดสิทธิในการมีที่ดินของบุคคลบางประเภท เช่น คนต่างด้าว เป็นต้น
พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งกฎหมายมหาชนและกึ่งกฎหมายเอกชน
เพราะมีบทบัญญัติให้เจ้าพนักงานเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น
เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง





3. กฎหมายระหว่างประเทศ(International Law) หมายถึง
กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน
และแบ่งแยกออกตามความสัมพันธ์ได้
3
สาขา
คือ


(1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในฐานะที่รัฐเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ
เช่น กำหนดข้อบังคับการทำสงครามระหว่างกันและกัน


(2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันในทางคดีบุคคล คือ
ในทางเอกชนหรือในทางแพ่ง
กฎหมายนี้จะกำหนดว่าถ้าข้อเท็จจริงพัวพันกับต่างประเทศในทางใดทางหนึ่ง เช่น
การสมรสกับหญิงที่เป็นคนต่างด้าว
หรือการซื้อขายของที่อยู่ในต่างประเทศจะใช้กฎหมายภายในประเทศ
(คือกฎหมายไทย) หรืออาจใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีนั้น ๆ


(3) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันทางคดีอาญา เช่น
กำหนดว่าการกระทำความผิดนอกประเทศในลักษณะใดบ้างจะพึงฟ้องร้องในประเทศไทย
ตลอดจนวิธีส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น











องค์ประกอบของกฎหมาย


1.
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ

หมายความว่า กฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของคำสั่ง คำบัญชา
อันเป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอำนาจในลักษณะเป็นการบังคับ
เพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ มิใช่เป็นการประกาศชวนเชิญเฉย
ๆ เช่น ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี
รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนคนไทยให้สวมหมวก
เลิกกินหมากและให้นุ่งผ้าซิ่นแทนผ้าโจงกระเบน
ประกาศนี้แจ้งให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลนิยมให้ประชาชนปฏิบัติอย่างไร
มิได้บังคับจึงไม่เป็นกฎหมาย



2.
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์

รัฎฐาธิปัตย์คือ
ผู้ที่ประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน
โดยที่ไม่ต้องฟังอำนาจจากผู้ใดอีก
ดังนี้รัฎฐาธิปัตย์จึงไม่ต้องพิจารณาถึงที่มาหรือลักษณะการได้อำนาจว่าจะได้ อย่างไร
แม้จะเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารก็ตามถ้าหากคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร
เป็นรัฎฐาธิปัตย์ที่สามารถออกคำสั่ง
คำบัญชาในฐานะเป็นกฎหมายของประเทศได้



3.
กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป

หมายความว่า
กฎหมายต้องเป็นเรื่องที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป
ไม่ใช่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่ง
หรือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอายุ เพศ
หรือฐานะอย่างไรก็ตกอยู่ภายใต้ของการใช้บังคับกฎของกฎหมายอันเดียวกัน
(โดยไม่เลือกปฏิบัติ)
เพราะบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
แม้กฎหมายบางอย่างอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่บุคคล
หรือวางความรับผิดชอบให้แก่คนบางหมู่เหล่า
แต่ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่าใช้บังคับทั่วไปอยู่เหมือนกัน เพราะคนทั่ว ๆ
ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกฎหมายนั้นก็ยังต้องปฏิบัติตามอยู่เสมอ

สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ
กฎหมายเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอกไป (CONTINUITY)
จนกว่าจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมหรือถูกยกเลิก หากไม่มีการยกเลิกก็มีผลบังคับใช้ได้เสมอ
ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “กฎหมายนอนหลับบางคราวแต่ไม่เคยตาย” (THELAW
SOMETIMESSLEEP, NEVER DIE)



4.
กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม

แม้การปฏิบัติบางครั้งอาจจะเกิดจากความไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติ
แต่หากเป็นคำสั่ง คำบัญชาแล้ว ผู้รับคำสั่ง คำบัญชา ต้องปฏิบัติตาม
หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดสภาพบังคับของกฎหมาย
อันเป็นผลร้ายต่อผู้ฝ่าฝืนคำสั่งนั้น
และเป็นที่พึงเข้าใจด้วยว่าผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรับคำสั่งและปฏิบัติตาม
กฎหมายได้นั้นต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดีแม้กฎหมายจะไม่ใช้บังคับแก่สัตว์
แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมมิให้สัตว์ก่อความเสียหายหรือความเดือด
ร้อนรำคาญแก่มนุษย์
ดังนี้กฎหมายจึงกำหนดความรับผิดไว้กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่ปล่อยปละละเลย
ไม่ควบคุมดูแลสัตว์เลี้ยงของตนตามสมควร จึงมิใช่เป็นการออกคำสั่ง คำบัญชาแก่สัตว์
แต่เป็นการควบคุมโดยผ่านทางผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น ตัวอย่างเช่น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 บัญญัติว่า
“ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์
ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ
จำต้องใช้คำเสียหายทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย”



5.
กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ

เพื่อให้กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธิ์
และประชาชนเคารพเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายจึงต้องมีสภาพบังคับ (SANCTION)
สภาพบังคับของกฎหมายนั้นแบ่งเป็นสภาพบังคับในทางอาญาและทางแพ่ง

สภาพบังคับให้ทางอาญาโดยทั่วไปแล้ว คล้ายคลึงกัน คือ
หากเป็นโทษสูงสุดจะใช้วิธีประหารชีวิต ซึ่งปางประเทศให้วิธีการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า
แขวนคอ แต่ประเทศไทยในปัจจุบันให้นำไปฉีดยาให้ตายใช้วิธีประหารด้วยวิธีอื่นไม่ได้
นอกจากนั้นก็เป็นการจำคุก เป็นการเอาตัวนักโทษควบคุมในเรือนจำ
ซึ่งต่างกับกักขังเป็นการเอาตัวไปกักไว้ที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ
เช่นที่อยู่ของผู้นั้นเอง
หรือสถานที่อื่นที่ผู้ต้องกักขังมีสิทธิดีกว่าผู้ต้องจำคุก
สำหรับกฎหมายไทยโทษกักขังจะใช้เฉพาะผู้ซึ่งกระทำผิดครั้งแรก
และความผิดนั้นมีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ศาลจึงจะลงโทษกักขังแทนจำคุกได้
ส่วนการปรับคือ
ให้ชำระเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาล

การริบทรัพย์สิน คือ การริบเอาทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน
เช่น ปืนที่เตรียมไว้ยิงคน หรือเงินที่ไปปล้นเขามา
นอกจากการริบแล้วอาจสั่งทำลายทรัพย์สินนั้นเสียก็ได้

สภาพบังคับในทางแพ่งก็ได้แก่
การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตัวอย่างเช่น
การซื้อขายที่ดินโดยมิได้ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตกเป็นโมฆะ
การทำนิติกรรมซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดี
เป็นการพ้นวิสัยก็ดี
เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี ตกเป็นโมฆะ
การให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งจากการไม่ชำระหนี้

การให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกละเมิดเป็นต้น



 

ความสำคัญของกฎหมาย




ในสังคมของมนุษย์นั้นมีสมาชิกจำนวนมากที่มีความแตกต่างกัน
ทั้งด้านความคิดเห็นและพฤติกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบหรือกติการ่วมกัน
เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์
และช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
กฎหมายมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้


1.
กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ

เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน
ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม


2.
กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์
พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย
ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ
การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

3.
กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม
คนเราทุกคนย่อมต้องการความ
ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น
ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น
กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม

4.
กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด
หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ
เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้
ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า
12 ปี
โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น
ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น
หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง
และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น




ดังนั้น
การที่ประเทศใดจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เป็นไปในแนวทางใดก็ตามถ้าได้มีบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหลักการให้ทุกคนปฏิบัติตาม
ก็ย่อมทำให้การพัฒนา
คุณภาพชีวิตของประชาชนประสบผลสำเร็จได้สูงกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมตามปกติ